ภาษาไทย ม.๓

บทที่ 2

การใช้คำ

คำและความหมาย

คำในภาษาไทยมีความหมายกว้างและแคบไม่เท่ากัน เช่น ดอกไม้ มีความหมายกว้าง แต่ ดอกกุหลาบ มีความหมายแคบ นอกจากนี้ความหมายของคำแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

  1. 1.      คำที่มีความหมายตรง คือ แปลความหมายตามพจนานุกรม มี 2 ลักษณะ คือ

       1.1  คำที่มีความหมายเดียว เช่น

ตกลง

หมายถึง

ยินยอมพร้อมใจกัน
ผลัด

หมายถึง

เปลี่ยน
แกน

หมายถึง

วัตถุแข็งที่อยู่ส่วนกลาง
โก่ง

หมายถึง

ทำให้โค้ง

1.2  คำที่มีหลายความหมาย เช่น

ขัน             ผลัด

หมายถึง

ภาชนะตักน้ำ

ทำให้ตึง

แข็งแรง
ขึ้น

หมายถึง

เน่าพอง (ศพขึ้น)

อ่อนน้อม สังกัด (เมืองขึ้น)

ผุดโผล่ (ตะวันขึ้น)

งอก (ต้นไม้ขึ้น)

เพิ่ม (ขึ้นราคา)

2.  คำที่มีความหมายในประหวัด คือ คำที่มีความหมายไม่ตรงตามศัพท์ แต่มีนัยให้เข้าใจเป็นอย่างอื่น

3.  คำที่มีความหมายเปรียบเทียบ (อุปมา)  หรือ การใช้สำนวนโวหารเช่น

เสือ

หมายถึง

ความดุร้าย ปลาซิว

หมายถึง

ความใจเสาะ
ลิง

หมายถึง

ความซน ฤาษี

หมายถึง

ความสงบเสงี่ยม
ควาย

หมายถึง

ความโง่ แก้วตา

หมายถึง

เป็นที่รัก

ข้อควรจำ

การใช้คำต้องให้ตรงกับความหมาย และบริบท

การใช้ภาษาในชีวิตประจำวันนั้น การใช้คำที่ถูกต้องเหมาะสม ตามหลักไวยากรณ์และความหมายเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะสื่อความหมายได้ตรงประเด็นตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร หลักสำคัญในการใช้คำโดยสรุปมีดังนี้

  1. ใช้คำให้ถูกตามตำแหน่ง และหน้าที่ เช่น คำนาม คำสรรพนาม ใช้ทำหน้าที่เป็นประธาน กรรมของประโยค คำกริยา แสดงอาการกระทำ ผู้เรียนต้องรู้จักว่าคำใดควรอยู่ในตำแหน่งใดของประโยค
  2. การเรียงลำดับคำหรือพยางค์ให้ถูกต้อง ถ้าเรียงกลับกันความหมายอาจเปลี่ยนไป เช่น     ใจช้ำ-ช้ำใจ หนวกหู-หูหนวก กินอยู่-อยู่กิน เป็นต้น
  3. ต้องรู้สึกเลือกใช้คำให้เหมาะกับกาลเทศะ ถึงแม้บางคำจะมีความหมายคล้ายคลึงกัน แต่ไม่สามารถแทนที่กันได้ เช่น ภายในโรงฆ่าสัตว์ ตลบอบอวล ไปด้วยกลิ่นซากสัตว์ ควรแก้ไขเป็นคละคลุ้ง
  4. ใช้คำให้ตรงกับความหมาย ภาษาไทยมีคำมากมายที่มีความหมาย คล้ายกัน บางคำมีความหมายแฝงอยู่ จึงจำเป็นต้องเลือกคำให้เหมาะสมและตรงความหมายมากที่สุด เช่น แล่ ฝาน ปอก ผ่า เฉือน เฉาะ สับ เป็นต้นสรุปง่าย ๆ คือ  หลักของการใช้คำ ต้องใช้คำให้ตรงความหมาย

ตรง    :  ตรงตามพจนานุกรม

คำ = ความหมาย             นัย     :  ตีความตามปริบท

แฝง    :  ซ่อนอารมณ์ และความรู้สึก

แคบ              กว้าง

ตัวอย่างข้อสอบบทที่ 2 การใช้คำ

  1. คำในข้อใดสามารถใช้ได้ทั้งความหมายโดยตรงและโดยนัยทุกคำ

1. เข้าฌาน เข้าถึง เข้าเนื้อ                                    2. แก้ลำ แก้เผ็ด แก้เกี้ยว

3. ขึ้นหม้อ ขึ้นสาย ขึ้นชื่อ                                     4. คอแข็ง คอตก คอสูง

  1. คำในข้อใดทุกคำในข้อใดมีทั้งความหมายโดยตรงและเชิงอุปมา

1. ตกเบ็ด ลอยแพ ไหว้ผี เอียงซ้าย                              2. จับตา ลอกคราบ นิ้วก้อย จับตาย

3. ติดตา ลายคราม ขึ้นหิ้ง จับเข่า                          4. ปากน้ำ ตัดต่อ ร้อนตัว ตกข่าว

  1.  คำว่า “ทิ้ง” ในข้อใดมีความหมายในตรงทุกคำ

1. ทิ้งจดหมาย ทิ้งท้าย ทิ้งไพ่                                2. ทิ้งทวน ทิ้งกระจาด เททิ้ง

3. ผ้าเนื้อทิ้ง ทิ้งทวน ทิ้งธุระ                                 4. ทิ้งเพื่อน ทิ้งขว้าง ทิ้งตา

  1.    ข้อใดใช้คำแสดงความหมายแคบกว้างต่างกันได้อย่างเหมาะสม
    1. เขาสนใจทั้งกีฬาและมวย
    2. เขาชอบปลูกต้นไม้และไม้ผล
    3. 3.      ฤดูนี้มีผลไม้มากทั้งเงาะและทุเรียน
    4. ประชาชนและชาวนามาชุมนุมกันมากมาย
  2. ข้อใดไม่มีความหมายกว้างแคบอยู่ด้วยกัน

1. กิจวัตรประจำวันของสาวิตรี ได้แก่ การอ่านหนังพิมพ์ในเวลาเช้าและดูโทรทัศน์ในเวลากลางคืน

2. การพกอาวุธ เช่น มีด ปืน ระเบิดขวด ในที่สาธารณะเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ

3. การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเป็นโอกาสที่นักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ได้แข่งขันกัน

4. การเดินทางไปต่างจังหวัดในปัจจุบันนี้ เราสามารถเดินทางได้หลายวิธี เช่น โดยทางเครื่องบิน รถไฟ รถยนต์

  1. ข้อใดใช้คำถูกต้องตรงความหมาย
    1. ผมว่ากรณีนี้ยังมีอะไรเคลือบแคลงอยู่อีกมาก
    2. พนักงานคนใหม่พิมพ์หนังสือตกหายไปหลายวรรค
    3. 3.      ระวังกระเป๋าให้ดีๆ นะ อย่าให้ใครฉกชิงเอาไปได้
    4. อย่ามาพูดข่มขวัญคนอื่นเลย เธอน่ะชอบบอกว่าตัวดีกว่าเพื่อนๆ อยู่เรื่อย
  2. ข้อใดใช้ภาษาได้ถูกต้อง
    1. แม่ค้าขายส้มตำไก่ย่างเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีและไม่ตกงาน
    2. อาหารประเภทยำมีรสชาติเผ็ดร้อนกลมกล่อมถูกปากคนไทย
    3. 3.      แม้ฐานะของเราจะไม่ค่อยดี พ่อแม่ก็ส่งเสียให้ลูกทุกคนได้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย
    4. แม้ว่าชื่อเสียงของพ่อจะไม่เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้อื่น แต่ฉันก็ภูมิใจในตัวท่าน
  1. ข้อใดใช้คำไม่ตรงความหมาย
    1. 1.      อาจารย์ปฐมท่านเป็นพหูสูต คุณอ่านเรื่องอะไรไม่เข้าใจก็ถามท่านได้ทุกเรื่อง
    2. 2.      คนสมถะอย่างอาจารย์ชัยนาท ใครอย่าไปขอร้องให้ทำอะไรเลย ท่านไม่ช่วยหรอก
    3. บ้านเล็กๆ หลังนั้นอาจารย์พังงาอาศัยอยู่กับครอบครัวอย่างสันโดษ ไม่ค่อยติดต่อกับใคร
    4. บ้านอาจารย์ประจวบเล็กและแทบจะไม่มีของใช้ในบ้านเลย ท่านค่อนข้างอัตคัด
  2. ข้อใดใช้คำได้ถูกต้องตามความหมาย
    1. เธอปักผ้าผิดจึงต้องเราะออกแล้วปักใหม่
    2. คุณปู่ขลิบผมไฟหลานคนแรกเมื่ออายุครบเดือน
    3. เธอมีน้ำตากลบตาเมื่อฟังข่าวเด็กถูกทิ้งถังขยะ
    4. 4.      แม่บอกลูกว่าอย่าปล่อยผมยาวรุ่ยร่ายเวลาไปโรงเรียน
  3. ข้อใดใช้คำถูกต้องตรงความหมาย
    1. วิชัยทำผิดระเบียบของบริษัทเป็นครั้งแรกผู้จัดการจึงยอมผ่อนผันให้ลงโทษเพียงภาคทัณฑ์เท่านั้น
    2. บ้านของเขาถูกเวนคืน จึงโยกย้ายครอบครัวไปอยู่กับน้องชายที่ต่างจังหวัด
    3. พอได้ฤกษ์ทำพิธีเปิดร้านใหม่ ฝนก็ตกประปรายลงมาพอดี
    4. 4.      คุณแม่คัดเลือกมะม่วงผลงามๆ ไว้ทำบุญตอนเช้า
  4. คำในข้อใดเหมาะสมที่จะใช้เติมในช่องว่างต่อไปนี้

“เธอ…พวกเพื่อนๆ ที่พากัน…เสนอผลงานให้เจ้านายโดยไม่รอเธอ เธอเสียใจมากแทบอยากจะ…เพื่อนๆ จนฉันต้องเป็นฝ่าย…เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง”

  1. ตัดรอน  ตัดตอน  ตัดทาง  ตัดประเด็น
  2. 2.      ตัดพ้อ  ตัดหน้า  ตัดขาด  ตัดบท
  3. ตัดรอน  ตัดหน้า  ตัดญาติขาดมิตร  ตัดประเด็น
  4. ตัดพ้อ  ตัดบท  ตัดรอน  ตัดตอน
  5. ข้อใดไม่มีคำพ้องความหมาย

1. ไอยรา ราชสีห์ กุญชร                                 2. ลำธาร  ชลาสินธุ์  มัจฉา

3. เทเวศร์ อัจฉรา สุรารักษ์                             4. สิงขร  เวหาสน์ วนาดร

บทที่ 3
คำไทยแท้และคำยืมภาษาต่างประเทศ
คำไทยแท้
หลักการสังเกตคำไทยแท้

1.  คำไทยแท้ส่วนมากมีพยางค์เดียว 

เช่น  กิน  นอน  วิ่ง  ผัด  จิก  เคี้ยว  ไล่  ตี  ฉัน  ข้า  เขา  เจ้า  ท่าน  มัน  แก  พ่อ  แม่  พี่  น้อง  ลูก  ดิน  น้ำ  ไฟ  ตา  หู  ปาก  ดี  ขาว  สูง  หอม  กลม  หนา  แบน  ใน  นอก  บน  อ่าง  ริม  และ  กับ  แต่  ต่อ  ถ้า  แม้  จึง  ฯลฯ

2.  คำไทยแท้ส่วนใหญ่มักมีคำกร่อนเสียง

คำกร่อนเสียงเหล่านี้เป็นคำไทยแท้  เช่น

ฉะนั้น กร่อนมาจาก ฉันนั้น
ตะขบ กร่อนมาจาก ต้นขบ
ตะเคียน กร่อนมาจาก ต้นเคียน
ตะขาบ กร่อนมาจาก ต้นขาบ
มะพร้าว กร่อนมาจาก หมากพร้าว
มะตูม กร่อนมาจาก หมากตูม
มะปราง กร่อนมาจาก หมากปราง
ตะวัน กร่อนมาจาก ตาวัน
ตะปู กร่อนมาจาก ตาปู
สะดือ กร่อนมาจาก สายดือ
สะใภ้ กร่อนมาจาก สาวใภ้

3.  คำไทยแท้มีตัวสะกดตรงตามมาตรา

แม่กก ใช้ “ก” สะกด เช่น  ผัก  รัก  มาก  ลาก  จาก ฯลฯ
แม่กบ ใช้ “บ” สะกด เช่น  ดับ  ตับ  สูบ  ทุบ  ยุบ  พบ ฯลฯ
แม่กด ใช้ “ด” สะกด เช่น  มัด  รัด  ฟัด  จุด  สุด  ชุด  ฯลฯ
แม่กง ใช้ “ง” สะกด เช่น  วัง  มุง  ลุง  ชั่ง  นาง  ฯลฯ
แม่กน ใช้ “น” สะกด เช่น  เรือน  ลาน  ฟัน  ปาน  ฯลฯ
แม่กม ใช้ “ม” สะกด เช่น  ผม  ลม  สม  ปูม  เข็ม  งม  ฯลฯ
แม่เกย ใช้ “ย” สะกด เช่น  หาย  ควาย  ลาย  นาย  สวย  ฯลฯ
แม่เกอว ใช้ “ว” สะกด เช่น  ผิว  ดาว  แมว  ข้าว  เหว  ฯลฯ

 

 

ข้อควรระวัง

บางคำสะกดตรงตามมาตราก็ไม่ใช่ไทยแท้  เช่น

โลก มาจาก บาลี สันสกฤต
กาย มาจาก บาลี สันสกฤต
ยาน มาจาก บาลี สันสกฤต
พน มาจาก บาลี สันสกฤต
ชน มาจาก บาลี สันสกฤต
มน มาจาก บาลี

คำเขมร มีดังนี้ จมูก เดิน จะบันหมาก ทะเลสาบ ละออง บายศรี เลอโฉม ดินสอ ปล้นสะดม เขลา ฯลฯ

4.  คำไทยแท้ไม่มีการันต์

คำที่มีตัวการันต์มาจากภาษาอื่น ยกเว้น 4 คำนี้ (แม้มีตัวการันต์ก็เป็นไทยแท้) ผีว์  บ่าห์  เยียร์  อาว์

5.  คำไทยแท้มักปรากฏรูปวรรณยุกต์

แต่มีอีกมากมายที่ไม่ปรากฏรูปวรรณยุกต์  เช่น

พอ พ่อ พ้อ
แม แม่ แม้
เสือ เสื่อ เสื้อ
ปา ป่า ป้า

6.  คำไทยแท้มักไม่ปรากฏพยัญชนะต่อไปนี้  ฆ  ณ  ญ  ฏ  ฑ  ฒ  ฎ  ธ  ศ  ษ  ฬ

ยกเว้นบางคำเป็นไทยแท้  เช่น หญิงใหญ่ ณ  ระฆัง ฆ่า เฆี่ยน ศอก เศิก ศึก  ธ  เธอ

7.  คำไทยแท้ใช้ “ใ ” 20 ตัว  คือ

ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่             ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ

ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ                     มิหลงใหลใครขอดู

จะใคร่ลงเรือใบ                    ดูน้ำใสและปลาปู

สิ่งใดอยู่ในตู้                   มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง

บ้าใบ้ถือใยบัว                      หูตามัวมาใกล้เคียง

เล่าท่องอย่าละเลี่ยง             ยี่สิบม้วนจำจงดี

 

 

คำบาลี – สันสกฤต

ภาษาบาลี          มีพยัญชนะ 33 ตัว สระ 8 ตัว  คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ

ภาษาสันสกฤต   มีพยัญชนะ 35 ตัว (เพิ่ม ศ,ษ) สระ 18 ตัว (เพิ่ม ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ)

1 2 3 4 5
ฐานคอ
ฐานเพดาน
ฐานปุ่มเหงือก
ฐานฟัน
ฐานริมฝีปาก
เศษวรรค ย  ร  ล  ว  ส  ห  ฬ  o

สูตรการจำ

ยายเราเล่าว่าเสือหิวฬาตากลม
หลักการสังเกตคำบาลี – สันสกฤต

1.  สังเกตสระ              คำใดประสมด้วย ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา เป็นคำสันสกฤต (เพราะบาลีไม่มีสระเหล่านี้)

เช่น  ไวทย ฤษี เอารส ไมตรี เสาร์ เยาวชน นฤมล พฤศจิกายน ไอศูรย์ ฤดู ไปรษณีย์ ฯลฯ

2.  สังเกตพยัญชนะ      คำใดประสมด้วย ศ ษ เป็นคำสันสกฤต

เช่น  ภิกษุ ศาสนา พิษณุ กษัย พฤษภาคม ราษฎร รัศมี เกษตร มหัศจรรย์ ศักดิ์ ฯลฯ

3.  สังเกตคำควบกล้ำ    คำใดมีคำควบกล้ำเป็นคำสันสกฤต (เพราะบาลีไม่นิยมควบกล้ำ)

เช่น  ประถม จักร ปราชญ์ อัคร อินทร์ บุตร เนตร สตรี ราตรี จันทรา นิทรา กษัตริย์ ฯลฯ

4.  สังเกต “รร”             คำใดที่มี “รร” เป็นคำสันสกฤต (เพราะบาลีไม่มี “รร”)

เช่น  ธรรม  จรรยา  พรรษา  สรรพ  กรรม  สวรรค์  วิเคราะห์  ฯลฯ

5.  สังเกต “เคราะห์”     คำใดที่มี “เคราะห์” เป็นคำสันสกฤต เช่น  อนุเคราะห์ สังเคราะห์ สงเคราะห์ ฯลฯ

6.  สังเกต ตัวสะกด ตัวตาม

คำใดมีตัวสะกด แล้วมีอักษรตามมา 1 ตัว (เบิ้ล) มาจาก บาลี

ตัวสะกดตัวตามต้องเป็นพยัญชนะวรรคเดียวกันจะเป็นไปตามกฎนี้

6.1     พยัญชนะแถวที่ 1  เป็นตัวสะกด พยัญชนะวรรคแถวที่ 1 หรือ 2 ในวรรคเดียวกันตาม

เช่น  สัจจะ สัตตะ อัตตะ สักกะ รุกข ปัจฉิม ทุกข์ บุปผา ฯลฯ

6.2     พยัญชนะแถวที่ 3 เป็นตัวสะกด พยัญชนะวรรคแถวที่ 3 หรือ 4 ในวรรคเดียวกันตาม

เช่น  วิชชา อัคคี พยัคฆ์ พุทธ วัทฒน อัชฌาศัย ฯลน

6.3     พยัญชนะแถวที่ 5 เป็นตัวสะกด พยัญชนะวรรคแถวไหนก็ได้ในวรรคเดียวกันตาม

เช่น  สังกร องค์ สงฆ์ กัณฑ์ จันทนา บัญญัติ ฯลฯ

6.4     เศษวรรคสะกดตามตัวเอง

เช่น  เวสสันดร วัลลภ อัยยิกา ฯลฯ

หมายเหตุ

ภาษาสันสกฤตมีตัวสะกดตัวตามก็จริง แต่ไม่เป็นไปตาม  6.1 – 6.3

เช่น  อัคนี มุกดา รักษา วิทยา สัตว์ อาชญา ฯลฯ

คำเขมร

หลักการสังเกตคำเขมร

1.  คำเขมรมักสะกดด้วย จ ญ ล ร ส ย และมักจะไม่มีตัวตาม

สูตรการจำ จาน หญิง ลิง เรือ เสือ

จ  สะกด      เช่น  อำนาจ เสร็จ สมเด็จ ตำรวจ ฯลฯ

ญ  สะกด      เช่น  เพ็ญ เผอิญ สำราญ ผจญ ครวญ ชำนาญ ฯลฯ

ล   สะกด      เช่น  กังวล ถกล ถวิล ดล ดาล จรัล กำนัล ฯลฯ

ร   สะกด      เช่น  ขจร อร กำธร ควร ฯลฯ

ส   สะกด      เช่น  ดำรัส จรัส ตรัส ฯลฯ

2.  คำที่มาจากเขมรมักเป็นคำควบกล้ำ

เช่น  กรวด กระบือ เกลือ ขลาด กระแส ไพร ตระกอง  โปรด กราน กรม กระทรวง กระเพาะ โขลน ฯลฯ

3.  คำที่มาจากเขมรมักใช้อักษรนำ

เช่น  โฉนด เขม่า ขนอง ขลาด เขลา จมูก ถวาย ฉนำ เฉลียง ถวาย ขนุน ขยำ ( ขะ-หยำ) ฉลู ฯลฯ ( ฉะ –หลู)

4.  คำที่มาจากเขมร มักขึ้นต้นด้วย บัง บัน บำ (เพราะมาจาก บ เติมคำหน้า)

เช่น    บัง      บังควร บังอาจ บังคม บังคับ บังเกิด

บัน     บันทึก บันเทิง บันดาล บันได

บำ      บำเพ็ญ บำนาญ บำเหน็จ บำบัด

5.  คำที่มากจากเขมรมักขึ้นต้นด้วย กำ คำ จำ ชำ ดำ ตำ ทำ สำ อำ

เช่น  กำหนด คำรบ จำแนก ชำนาญ ชำรุด ดำเนิน ดำรัส ตำรวจ ตำรา ทำนบ สำราญ อำนวย ฯลฯ

ข้อสังเกต  ภาษาบาลี, สันสกฤต และเขมร มักไม่มีวรรณยุกต์กำกับ

คำยืมจากภาษาจีน และภาษาชวา

การเขียนคำที่มาจากภาษาจีน และภาษาชวาใช้หลักง่าย ๆ

คือ เขียนรูปตามเสียงที่ออก หรือได้ยินโดยใช้ตัวสะกดตรงตามมาตรา และมักใช้รูปวรรณยุกต์กำกับเสียง

คำยืมจากภาษาตระกูลยุโรป

1.  ใช้ศัพท์บัญญัติ  คือ การกำหนดคำไทย บาลี  สันสกฤต หรือเขมร ที่มีความหมาย หรือสื่อความหมาย

                            เหมือนศัพท์คำเดิม           อาจใช้ในการแปลคำศัพท์ หรือสร้างคำศัพท์ก็ได้

เช่น  vision   –   วิสัยทัศน์

Bus     –    รถโดยสารประจำทาง

stamp –    ดวงตราไปรษณียากร

2.  การทับศัพท์  คือ การถอดรูปอักษรจากต้นฉบับเป็นอักษรไทย

                           ยึดหลักตามราชบัณฑิตสภา ดังนี้

2.1  ถอดรูปอักษรตัวต่อตัวตามแนวเทียบ มักไม่ใช้รูปวรรณยุกต์

เช่น      clinic – คลินิก

computer – คอมพิวเตอร์

dollar – ดอลลาร์

guitar – กีตาร์

2.2  คำบางคำที่เคยใช้รูปวรรณยุกต์อนุโลมให้ใช้ได้

เช่น  แท็กซี่  ท็อฟฟี่  เค้ก เป็นต้น

3.  ศัพท์เทคนิค หรือชื่อเฉพาะ  สามารถใช้ทับศัพท์ได้ แต่ยึดหลักการใช้แนวเทียบตัวอักษร

 

อ้างอิง

ประสิทธิ์  กาพย์กลอน และไพบูลย์  ดวงจันทร์, 2527, ความรู้เกี่ยวกับภาษาไทย, กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช

ราชบัณฑิตยสถาน, 2539, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525, กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์

อุปกิตศิลปสาร, 2531, หลักภาษาไทย, กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช

 

 

 

 

 

ตัวอย่างข้อสอบเรื่องคำไทยแท้และคำยืมภาษาต่างประเทศ

  1. ข้อใดเป็นคำไทยแท้ทุกคำ         (O-Net  49)

1.     รู้กินเพิ่มพลังงาน                  รู้อ่านเพิ่มกำลังปัญญา (บ)

2.     น้ำมันขาดแคลน                  คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ

3.     รักบ้านต้องล้อมรั้ว          รักครอบครัวต้องล้อมรัก        

4.      ภาษาบอกความเป็นชาติ       เอกราชบอกความเป็นไทย

  1. ข้อใดไม่มีคำที่มาจากภาษาเขมร        (A-Net  49)

1.   โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็กและคนชรา             2.   เราจะไปรับหลานสาวที่สถานีบางซื่อ

3.  นวนิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้กระชับดี     4.   เขาเป็นคนเจ้าสำราญมาตั้งแต่ยังหนุ่ม

  1. ข้อใดไม่มีคำที่มาจากภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤต  (ข้อสอบ O NET 2551)

1. เราต้องใช้ภาษา(ส)ไทยให้ถูกต้อง                2. อย่าเลี้ยงลูกให้เป็นเทวดา(ส) (เทวา บ.)

3. ชื่อของเขาอยู่ในทำเนียบรุ่น               4. ภรรยา(ส)ของเขาทำงานอยู่ที่นี่

  1. ข้อใดมีคำที่มาจากภาษาต่างประเทศมากที่สุด (กข/2540)
1.  จงเจริญชเยศด้วย  เดชะ 2.  ปราชญ์แสดงดำริด้วย  ไตรยางศ์
3.  อ้าจอมจักรพรรดิผู้  เพ็ญยศ 4.  บัณฑิตวินิจเลิศ  แถลงสาร
  1. คำประพันธ์ต่อไปนี้คำยืมมาจากภาษาต่างประเทศรวมกี่คำ (สามัญ 2/2539)

บำรุงบิดามา              ตุระด้วยหทัยปรีย์

หากลูกและเมียมี         ก็ถนอมประหนึ่งตน”

1.  5 คำ 2.  6 คำ 3.  7 คำ 4.  8 คำ
  1. คำซ้อนทุกคำในข้อใดเกิดจากคำไทยทั้งหมด (สามัญ 1/2541)

1.  ภูเขา ข้าทาส       2.  ข้าวของ มูลค่า          3.  แก่นสาร กาลเวลา      4.  แก่เฒ่า หยาบช้า

  1. ข้อใดใช้คำภาษาต่างประเทศโดยไม่จำเป็น (2/2543)

1.  เมื่อไฟดับควรตรวจดูว่าเป็นเพราะฟิวส์ขาดหรือปลั๊กหลุด

2.  เด็ก ๆ ชอบรับประทานไอศกรีมช็อกโกแลตมากกว่าไอศกรีมกะทิสด       

3.  ก่อนเข้าแบงก์ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ต้องถอดหมวกกันน็อกและแว่นตาดำออก

4.  นักกอล์ฟหลายคน อยากเปลี่ยนวงสวิงให้คล้ายกับไทเกอร์วูดส์ เพื่อให้ตีลูกได้แม่นและไกล

  1. ข้อใดจำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ (1/2544)

1.  โรงพิมพ์ส่งงานพิมพ์มาให้ตรวจปรู๊ฟที่สองแล้ว

2.  ห้างสรรพสินค้าที่เปิดใหม่มักจะมีของแถมแจกฟรีแก่ลูกค้า

3.  นักศึกษาที่เรียนได้เกรดเอ ห้าวิชาในเทอม(ภาคเรียน)ใดจะได้รับการยกเว้นค่าหน่วยกิตในเทอมต่อไป

4. นักกีฬาวีลแชร์ของไทยได้เหรียญทอง จากการแข่งขันกีฬาคนพิการที่ประเทศออสเตรเลีย

  1. ข้อใดใช้คำภาษาต่างประเทศ โดยไม่จำเป็น (2/2544)

1.  เวลาไปเที่ยวป่า ฉันชอบสวมกางเกงยีนส์และหมวดแก๊ป

2.  ขณะนี้น้ำมันเบนซินราคาแพงมาก อีกทั้งแก๊สก็กำลังขึ้นราคา

3.  พอถึงสนามหลวง คนขับรถเมล์(รถประจำทาง)เหยียบเบรกกะทันหันจนเราหัวคะมำ

4.  ที่ทำงานของฉันกำลังซ่อมลิฟต์ ที่ห้องทำงานก็ต้องซ่อมสวิตช์ไฟด้วย

  1. ข้อใดจำเป็นต้องใช้คำต่างประเทศ     (O-Net  49)

1.     ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินขึ้น ๆ  ลง ๆ  ตามกลไกการตลาด

2.     รัฐบาลประกาศกำจัดคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากประเทศไทย

3.     ยักษ์ใหญ่มือถือทุ่มโปรโมชั่นใหม่ ๆ  เฉือนกันดุเดือด

4.     เวลาขับรถต้องคาดเซฟตีเบลต์ทุกครั้ง

11.   ข้อใดเขียนคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษได้ถูกต้องทุกคำ (O-NET 50)

1. เปอร์เซ็น        พลาสติค(ก)      คลินิก

2.  ซอส         เต็นท์            เบนซิน

3.  กร๊าฟ           ช้อค                  สปริง

4.  สวิตซ์           เชิ้ต                   ดีเปรสชั่น

12.  ข้อใดไม่มีคำภาษาไทยแทนคำภาษาต่างประเทศ (O-NET 50)

1. วัยรุ่นส่วนใหญ่ชอบร้องเพลงฮิตติดอันดับ           2. รัฐบาลมีโปรเจ็กต์พัฒนาชนบทมากมาย

3. พ่อค้ารับออร์เดอร์สั่งสินค้าจากอเมริกา               4. ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

บทที่ 4

การสร้างคำ

1. คำประสม หมายถึง การเอาคำมารวมกันให้เกิดความหมายใหม่ (คำประสม = คำต้น + คำเติม)

–  คำประสมจะมีความหมายโดยตรงหรือโดยนัยก็ได้

– คำประสมเกิดจากคำต่างชนิดรวมกันเมื่อปะสมกันแล้วอาจเป็นคำชนิดเดิมหรือชนิดใหม่ก็ได้

เช่น  แม่(นาม) + พริก(นาม) = น้ำพริก (นาม)  ห่อ (กริยา) + หมก (กริยา) = ห่อหมก (นาม)

– ถ้าขึ้นต้นด้วย การ ของ เครื่อง ควา ช่าง ชาว ผู้ ที่ นัก หมอ มักเป็นคำประสม

2. คำซ้อน มี 2 ประเภท

2.1 คำซ้อนเพื่อความหมาย มี 3 ลักษณะ

(1) คำซ้อนที่เกิดจากการนำคำที่ความหมายเหมือนกันมาซ้อนกัน เช่น ใหญ่โต สวยงาม บ้านเรือน ทรัพย์สิน ข้อสอบชอบออกคำซ้อนภาษาไทยภาษาถิ่น เช่น พัดวี  ทองคำ  เสื่อสาด เป็นต้น

(2) คำซ้อนที่เกิดจากการนำคำที่ความหมายคล้ายกันมาซ้อนกัน เช่น เงินทอง เพชรพลอย หน้าตา แขนขา

(3) คำซ้อนที่เกิดจากการนำคำที่ความหมายตรงข้ามกันมาซ้อนกัน เช่น เป็นตาย ร้ายดี ถี่ห่าง

2.2 คำซ้อนเพื่อเสียง ต้องมีพยัญชนะต้นเป็นเสียงเดียวกันโดยที่แต่ละคำจะมีความหมายหรือไม่มีก็ได้

เช่น เกะกะ งอแง จอแจ เจี๊ยวจ๊าว เตาะแตะ ฟูมฟาย อึดอัด ฯลฯ

คำซ้อนจะมีความหมาย กว้างขึ้นแคบลง คงเดิม หรือเปลี่ยนไปก็ได้

3. คำซ้ำ หมายถึง การใช้คำเดิมซ้ำกันสองครั้ง คำที่ใช้ซ้ำสามาถแทนด้วยไม้ยมก (ๆ) ได้

ความหมายของคำซ้ำ ได้แก่ บอกลักษณะ บอกพหูพจน์ เพิ่มจำนวน บอกความถี่(ความต่อเนื่อง) ไม่เจาะจง อ่อนลง เน้นย้ำ เปลี่ยนความหมาย

4. คำสมาส เป็นการสร้างคำแบบบาลีลันสกฤต โดยแบ่งเป็น 2 วิธี คือ สมาสแบบไม่มีสนธิ(ชนคำ) และสมาแบบมีสนธิ (เชื่อมคำ)

กฎของคำสมาสมี 3 ข้อ

1. คำที่นำมาสมาสกันต้องเป็นคำบาลีสัสนกฤตเท่านั้น

2. แปลความหมายจากหลังไปหน้า

3. อ่านออกเสียงต่อเนื่องระหว่างคำ

     4.1คำสมาสแบบไม่มีสนธิ (ชนคำ)

เช่น คุณธรรม (คุณ+ธรรม) ราชการ (ราช +การ) สัตวแพทย์(สัตว์ + แพทย์) ชีววิทยา (ชีวะ+วิทยา)

ถ้าเจอคำใดที่ลงท้ายด้วย  ธรรม ศาสตร์ สถาน ศึกษา กิจ กรรม วิทยา กร ภาพ ศิลป์ การ ภัย = มักเป็นคำสมาสแบบไม่มีสนธิ

4.2 คำสมาสแบบมีสนธิ (เชื่อมคำ) ***โจทย์เน้นเฉพาะ สระสนธิ เท่านั้น

1. สระสนธิ  เช่น ชลาลัย (ชล+อาลัย) ปรมินทร์ (ปรม+อินทร์) ราชูปถัมภ์ (ราช+อุปถัมภ์) จุฬาลงกรณ์ (จุฬา +อลงกรณ์) สุริยโยทัย (สุริยะ+ อุทัย)

2. พยัญชนะสนธิ จำเป็นคำไปเลยเพราะมีแค่ไม่กี่คำ ได้แก่  พรหมชาติ อาตมภาพ  รโหฐาน มโนภาพ เตโชธาตุ นิรทุกข์ นิรภัย ทุรชน ทรชน ฯลฯ

3. นิคหิตสนธิ สังเกตคำที่ขึ้นต้นด้วย สง สัง สัม สัญ สัณ สมา สมุ สโม

ตัวอย่างข้อสอบบทที่ 4 เรื่องการสร้างคำ

1. คำประสมทุกคำในข้อใดมีโครงสร้างเหมือนคำว่า “เครื่องซักผ้า” (O-NET 50)

1.  ผ้าขาวม้า  หม้อหุงข้าว                                    2.  แปรงสีฟัน  ตู้กับข้าว

3.  รถไถนา  น้ำพริกเผา                                       4.  ยาหยอดตา  ไม้จิ้มฟัน

2. ข้อใดเป็นคำประสมทุกคำ       (O-Net  49)

1.     บ้านเรือน       พ่อแม่             ลูกหลาน

2.     ขาดเหลือ       บ้านนอก          อ้วนพี

3.     ห่อหมก         ชั่วดี                บ้านพัก

4.     กล้วยไม้     เสื้อคลุม       แผ่นเสียง                                            

3. ข้อความต่อไปนี้มีคำประสมจำนวนเท่าใด (ไม่นับคำซ้ำ)

“ปัจจุบันสินค้าต่าง ๆ ที่ขายได้ ไม่ได้ขายด้วยคุณภาพอย่างเดียวแล้ว แต่ขายด้วยภาพลักษณ์  ที่ดีด้วย นั่นหมายความว่าห้างนั้นบริษัทนั้นมีชื่อเสียงดี มีสินค้าดี มีภูมิหลังดี และสินค้านั้นเป็นที่น่าเชื่อถือในวงการค้า”

1.  4 คำ                 2.  5 คำ                        3.  6  คำ                      4.  7 คำ

4. ข้อความต่อไปนี้มีคำซ้อนกี่คำ    (O-Net  49)

การระเบิดของภูเขาไฟทำให้หินร้อนจากใต้พิภพดันตัวขึ้นมาเหนือผิวโลก    ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าทำลายบ้านเรือนและชีวิต   ท้องทะเลปั่นป่วน  ท้องฟ้ามืดมิดทำให้ผู้คนหวาดกลัวคิดว่าโลกจะแตก

1.       4   คำ                   2.         5   คำ               3.       6   คำ               4.         7   คำ

5. ข้อใดไม่มีคำซ้อน (ฉบับตุลาคม 2546)

1. ธรรมดาเกิดมาเป็นสตรี ชั่วดีคงได้คู่มาสู่สม

2. ตาปะขาวเฒ่าแก่แซ่กันมา พร้อมนั่งปรึกษาที่วัดนั้น

3. ได้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา จะหลบลี้หนีหน้าไปทำไม

4. แสนรโหโอฬาร์น่าสบาย หญิงและชายต่างกลุ้มประชุมกัน

6. ข้อใดไม่มีคำซ้อน (๒/๒๕๔๕)

1.     หน้าตาของสลวยดูสดใสขึ้นเมื่อทราบข่าวคนรักของเธอ

2.     สาลินไม่รู้จักมักคุ้นกับอัศนีย์แต่เขาก็มาชวนเธอทำงาน

3.    รจนาตกอยู่ในวังวนของความทุกข์ที่ดูจะหาทางออกไม่ได้

4.     กนกเรขาไม่เดือดร้อนที่คนเข้าใจผิดเรื่องการทำงานของเธอ

7.ข้อใดเป็นคำซ้อนทุกคำ(A-NET 50)

1. ลอดลายมังกร   สิงห์สาราสัตว์   น้ำท่า              2.โมโหโกรธา    ดั้งเดิม    ปางก่อน

    3.เสกสรร    เก็บงำ    บาปบุญคุณโทษ            4.วิชาความรู้   ข้าวปลาอาหาร   แม่ไม้มวยไทย

8.ข้อใดมีคำที่สลับคำแล้วไม่เป็นคำซ้อน(A-NET 50)

1. ปนปลอม   ยียวน                                            2. ร่อนเร่   เลือนราง

3. ทนทาน   โลมเล้า                                            4. กลับกลอก  ลอกเลียน

9.  ข้อใดไม่มีคำซ้อน (O-NET 50)

1. กินข้าวเสร็จแล้วต้องช่วยกันเก็บถ้วยชามให้เรียบร้อย

2. ประชาชนกำลังยื้อแย่งกันซื้อเสื้อเหลืองที่เมืองทองธานี

3. เด็กวัยรุ่นทุกวันนี้ชอบกินเหล้าเมายาประพฤติตนเหลวแหลก

4. รัฐบาลยอมให้ราคาน้ำมันลอยตัวได้จึงทำให้น้ำมันมีราคาแพง

10. ข้อใดมีทั้งคำซ้อนและคำประสม        (A-Net  49)

1.  ของของใคร  ของใครก็ห่วง   ของใครใครก็ต้องหวง    ห่วงใยรักใคร่ถนอม

2.  ชอบไหม   ชอบไหม   รูปร่างหน้าตาอย่างนี้   ถามหน่อยเถอะพี่   ชอบไหม   ชอบไหม

 3.  น้องเปิ้ลน่ารัก  น้องเปิ้ลน่ารัก  ผมเหงาอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว   ผมอยู่คนเดียวในความมืด

4.  ไก่ไหมครับไก่   ซื้อไหมครับ   จะกลับแล้วไก่   ไก่ขายถูกถูกแถมกระดูกกับไม้เสียบไก่

11. ข้อใดไม่ใช้คำซ้ำ         (A-Net  49)

1.   มีความเหงาเยียบเย็นเป็นที่อยู่

วันวันรับรู้การไหลผ่าน

2.   เยี่ยมเยี่ยมมองมองแล้วร้องว่า

อะไรนี่บ่นบ้าน่าหนวกหู

3.    สงสารใจใจเจ้าเอ๋ยไม่เคยว่าง                

ทุกก้าวย่างหยุดใจไม่ได้หนอ

4.   ปูน้อยน้อยวิ่งร่อยตามริมหาด

ทั้งสองมาดหมายตะครุบปุบเปิดหาย

12.  คำซ้ำในข้อใดไม่สามารถใช้เป็นคำเดี่ยวได้ (O-NET 50)

1. กับข้าวพื้น ๆ ใครก็ทำได้                              2. แท็กซี่คันไหน ๆ ก็ไม่รับฉันสักคัน

3. หาซื้อเมล็ดพันธุ์ดี ๆ มาเพาะปลูก                      4. จุดตะเกียงกระป๋องเล็ก ๆ ท่องหนังสือ

13. คำซ้ำในข้อใดมีความหมายต่างจากข้ออื่น (ฉบับตุลาคม 2546)

1. น้อยมีเสื้อผ้าสวยเป็นตู้ๆ

2. เมื่อตอนเด็กๆ ฉันไม่ชอบว่ายน้ำ

3. ฉันเห็นทหารเดินมาเป็นแถวๆ

4. เขาไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ในวันอาทิตย์

14. ข้อใดเป็นคำสมาสทุกคำ (ฉบับตุลาคม 2546)

1. พลความ นาฏศิลป์ สรรพสัตว์                   2. ชลบุรี ธนบัตร พิธีกร

3. ราชดำเนิน สหกรณ์ ชีวประวัติ                   4. ยุทธวิธี คริสตจักร เอกภาพ

15. ข้อใดไม่มีคำสมาส      (O-Net  49)

1.     ในลักษณ์นั้นว่าปัจจามิตร                 มาตั้งติดดาหากรุงใหญ่

2.     ผงคลีมืดคลุ้มโพยมบน               บดบังสุริยนในท้องฟ้า

3.     ตรัสขาดว่าราชบุตรี                           จรกาธิบดีมากล่าวขาน

4.     เกียรติยศจะไว้ในธรณินทร์                  จนสุดสิ้นดินแดนแผ่นฟ้า

16.  ข้อใดไม่มีคำสมาส (O-NET 50)

1.  บทความบางเรื่องมีแผนภูมิประกอบ

2.  คณะนาฏศิลป์ไทยไปแสดงต่างประเทศ

3.  หนังสือที่มีอายุครบ 50 ปีแล้วไม่มีค่าลิขสิทธิ์

4.  ทหารที่สละชีพเพื่อชาติได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ

17.  ข้อใดเป็นคำสมาสที่มีสนธิทุกคำ (O-NET 50)

1.  โลกาภิวัตน์   เอกภพ   ศานติสุข                       2.  สิงหาสน์   วชิราวุธ   นิลุบล

3.  ฉัพพรรณรังสี   อิทธิฤทธิ์   ปริศนา                    4.  มโหฬาร   เจตนารมณ์   เบญจเพส

18. ข้อใดเป็นคำสมาสที่มีสนธิทุกคำ  (1/2547)

1. ทิวากร  อมรินทร์  รัตติกาล                        2. สรรพางค์  ธันวาคม  อรัญวาสี

3. กุศโลบาย  มิจฉาทิฐิ  บุญญาธิการ 4. ธรรมาสน์  มหัศจรรย์  อรุโณทัย

19. การสร้างคำในข้อใดมีลักษณะต่างจากข้ออื่น       (A-Net  49)

1.   อุทกภัย          คณิตศาสตร์           มนุษยชาติ

2.   กาลเทศะ       ธุรกิจ                      แพทยศาสตร์

3.  อุณหภูมิ         เทพบุตร                 ประวัติศาสตร์

4.  ภัตตาคาร    อรุโณทัย             วชิราวุธ

20. ข้อใดมีคำที่เกิดจากการสร้างคำมากชนิดที่สุด (ฉบับตุลาคม 2546)

1. ผู้สูงอายุควรรู้จักดูแลสุขภาพให้แข็งแรง

2. ใบหน้ายิ้มแย้มของเธอทำให้ความโกรธของเราเบาบางลง

3. ถ้าอยากเป็นคนน่ารักอย่างไทย จิตใจควรงามและเป็นธรรม

4. หัวใจของศาสนาพุทธคือละชั่ว ทำดี และทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว

บทที่ 5

ระบบประโยคในภาษาไทย

 

ประโยค  คือ  การนำถ้อยคำมาเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ และมีเนื้อความครบถ้วนสมบูรณ์

โครงสร้างของประโยค

+

เช่น  นกน้อยสองตัว     กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า

ตำรวจร่างใหญ่     จับคนร้ายคนนั้น

การเน้นประโยค

การเน้นรูปแบบประโยค  หมายถึง  การวางรูปแบบของคำในประโยค

เรียกตามการวางชนิดของคำที่ทำหน้าที่ในประโยค มี 4 ชนิด คือ

1.  ประโยคเน้นประธาน

คือ  การวางส่วนผู้กระทำไว้ส่วนต้นของประโยค

เช่น    แดงเล่นฟุตบอล

โรงเรียนนี้มีนักเรียนน่ารักจำนวนมาก                    แมวตัวนั้นกระโดดสูงมาก

2.  ประโยคเน้นกรรม

คือ  การวางส่วนผู้ถูกกระทำไว้ส่วนต้นของประโยค

เช่น    ขนมเค้กนี้แม่ทำให้ฉัน                  รถยนต์ล้างเสร็จแล้ว              ป้าถูกแมวกัด

3.  ประโยคเน้นกริยา

คือ  การวางกริยา 3 คำ มี เกิด ปรากฏ ไว้ส่วนต้นของประโยค

เช่น    มีข้าวในนา                                 เกิดฟ้าผ่าเมื่อวาน                  ปรากฏน้ำท่วมภาคใต้

4.  ประโยคมีผู้รับใช้

คือ  ประโยคประธาน หรือกรรม มีผู้รับใช้ เข้ามาแทรก

เช่น    คุณพ่อให้ฉันล้างรถ                                      ครูใหญ่บอกให้นักเรียนเข้าเรียน

เจตนาของประโยค

ประโยคแบ่งตามเจตนาได้ 3 ประเภท คือ

1.  ประโยคแจ้งให้ทราบ

หมายถึง  ประโยคที่ผู้ส่งสารมีเจตนาในการเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นการกล่าวทั่วไป

เช่น    นักเรียน ม.6 ของโรงเรียนนี้ น่ารักทุกคน

ผู้หญิงสวมเสื้อสีฟ้าเป็นน้องสาวของฉัน

หนังสือเล่มนี้ราคาแพงมาก

2.  ประโยคถามให้ตอบ

หมายถึง  ประโยคที่ผู้ส่งสารมีเจตนา ในการถามเพื่อให้อีกฝ่ายตอบ

เช่น    ใครไม่ชอบวิชาภาษาไทยบ้าง

คุณจะไปเรียนต่อที่ไหน

อะไรที่เธอต้องการบ้าง

3.  ประโยคบอกให้ทำ

หมายถึง  ประโยคที่ผู้ส่งสารมีเจตนา ให้ผู้รับสารปฏิบัติตามความต้องการของตน

มักอยู่ในรูปแบบ คำสั่งขอร้อง อ้อนวอน แนะนำ ตักเตือน และสั่งห้าม

เช่น    ห้ามเดินลัดสนาม

คุณไปดูหนังกับฉันเย็นนี้นะ

ตอนกลับอย่าลืม ซื้อโจ๊กมาฝากด้วย

ชนิดของประโยค

1.  ประโยคความเดียว 

คือ  ประโยคที่มีใจความเพียงหนึ่ง มีภาคประธาน และภาคแสดงอย่างละ 1 ส่วน

ข้อสังเกต  ประโยคความเดียวจะมีกริยาสำคัญเพียงตัวเดียว

เช่น    ป้าตัดผม                                                  คุณพ่อของเธอเป็นตำรวจใจดี

โปรดทิ้งขยะลงถัง

2.  ประโยคความรวม

คือ  การนำประโยคความเดียวตั้งแต่สองประโยคขึ้นไปมารวมกัน มักใช้คำสันธานเป็นตัวเชื่อม

แบ่งเป็น 4 ชนิด ดังนี้

2.1  ประโยคความรวมแบบคล้อยตามกัน

เช่น              ปรีชาทำงานเสร็จแล้วเขาก็รีบกลับบ้าน

พอโรงเรียนเลิก เธอก็รีบกลับบ้าน

2.2  ประโยคความรวมแบบขัดแย้งกัน

เฃ่น              กว่าเธอจะมาถึงเขาก็หลับพอดี                  น้องชอบดูหนัง แต่พี่ชอบฟังเพลง

แม้เธอจะไม่สวยแต่ก็มีเสน่ห์

2.3  ประโยคความรวมแบบเป็นเหตุเป็นผล

เช่น                เพราะฝนตกหนักจึงเกิดน้ำท่วม                 นิตยาเป็นคนจู้จี้ลูก ๆ เลยไม่ค่อยรัก

อารีหิวมากเธอก็เลยทานข้าวสองจาน

2.4   ประโยคความรวมแบบให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

เช่น              เธอควรเลือกระหว่างฉันหรือไม่ก็เขา

ไม่ลุงก็ป้าต้องให้ของขวัญแก่ฉันแน่ ๆ

จะดูหนังสือหรือฟังเพลงก็เลือกเอาสักอย่างสิ

ข้อควรระวัง       ออกสอบทุกปี

คนรูปหล่อสวมเสื้อขาว

คนรูปหล่อสวมเสื้อขาว ยืนสอนหนังสืออยู่หน้าห้อง

คนรูปหล่อยืนสอนหนังสืออยู่หน้าห้อง

เด็กซนว่ายน้ำ

เด็กซนว่ายน้ำไปเกาะเรือ

เด็กซนไปเกาะเรือ

ปู่นอนอย่างมีความสุข

ปู่นอนฟังเพลงอย่างมีความสุข

ปู่ฟังเพลงอย่างมีความสุข

 

3.  ประโยคความซ้อน

คือ  ประโยคที่มีประโยคย่อยทำหน้าที่ขยายประโยคหลัก แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

          3.1  ประโยคย่อยทำหน้าที่หน่วยนาม (หน่วยนาม = นาม นามวลี สรรพนาม สรรพนามวลี = ประธาน กรรม ส่วนเติมเต็ม ของประโยค) จะมีประพันธสรรพนาม  ผู้ ,ที่, ซึ่ง, อัน เชื่อม

    เช่น               คุณป้าใส่นาฬิกาที่คุณลุงซื้อให้     แมวตัวที่ขโมยปลาถูกจับได้แล้ว

                                    รถเมล์ซึ่งเธอรอเกือบสองชั่วโมงมาถึงแล้ว

3.2  ประโยคย่อยทำหน้าที่ขยายหน่วยกริยา (กริยา กริยาวลี) จะมี “ที,ว่า” เชื่อม

ซึ่งทำหน้าที่ขยายกริยาหรือวิเศษณ์

เช่น   ผมยินดีด้วยที่คุณได้รับรางวัล       แม่บอกว่าพ่อจะมารับไปเที่ยวภูเก็ต

ข้อควรจำ         ระวังประโยคที่ไม่จบความ ไม่ถือว่าไม่เป็นประโยค เช่น

รถยนต์คันที่ชนเด็กนักเรียน (ขาดภาคแสดง)

ขณะที่เธอเดินอยู่บนถนนอย่างเหม่อลอย (ประโยคไม่จบความ)

พ่อขุนรามคำแหงมหาราชกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยองค์ที่ 3 (ขาดภาคแสดง)

ตัวอย่างข้อสอบบทที่ 5 เรื่องระบบประโยคในภาษาไทย

1. ข้อใดเป็นประโยคสมบูรณ์     (O-Net  49)

1.     ภาษาไทยพัฒนามาตลอดเวลา      2.     ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา

3.     เด็กหญิงตัวเล็กผิวขาวคนนั้น              4.     ทะเลสาบข้างหมู่บ้านเจ้าพระยา

2.  ข้อใดเป็นประโยคสมบูรณ์ (O-NET 50)

1.  การแต่งกายตามสมัยหรือตามแฟชั่นของวัยรุ่น

2.  มีข่าวโรคไข้หวัดนกระบาดในหลายจังหวัดของไทย

3.  บุคลิกภาพหรือชื่อเสียงของผู้พูดและการยอมรับจากผู้ฟัง

4.  ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปาฏิหาริย์ ตลอดจนเรื่องไสยศาสตร์

3. ข้อใดเป็นประโยคไม่สมบูรณ์        (A-Net  49)

1.  ร้านสวยรับสั่งทำเพชรทุกชนิดด้วยฝีมือดีและงานประณีต

2.  โรงแรมเบิร์ดพาราไดซ์    หรูแบบมีสไตล์    ห้องพักสะอาด    บริการดี

3.  ร้านเอก    ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในพิษณุโลก

4.  พลอยเพชรศูนย์ศัลยกรรมความงาม    ศัลยกรรมตกแต่ง    มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

4.กลุ่มคำในข้อใดเป็นนามวลีทั้งหมด       (A-Net  49)

1.   นกบนต้นไม้               วิ่งออกกำลังกาย             ข้างหลังภาพ

2.   โรงเรียนของเรา           สูงเทียมฟ้า                    วิมานดิน

3.  ผู้บริหารโรงเรียน     นายกสมาคม             ทหารประจำการ

4.   ฟ้าเพียงดิน                สุดแดนสยาม                 เด็กเลี้ยงแกะ

5.ในข้อความนี้มีประโยคที่สมบูรณ์กี่ประโยค(A-NET 50)

พิธีกระทำสัตย์สาบานต่อกษัตริย์นี้ เป็นพิธีของศาสนาพราหมณ์ที่ได้เข้าไปมีบทบาทอยู่ในราชสำนักของกษัตริย์รัฐสังคมทาสของสมัยนครหลวง

  1.  1  ประโยค                       2.    2  ประโยค                   3.  3  ประโยค           4.  4  ประโยค

6. ข้อความต่อไปนี้มีกี่ประโยค       (A-Net  49)

ปัจจุบันหมู่บ้านบ่อเหล็กน้ำพี้ได้เปิดพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมการตีเหล็กซึ่งใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น   ทางหมู่บ้านได้มีการรวมกลุ่มกันเปิดโรงทำมีดเหล็กน้ำพี้โบราณ   ทั้งดาบอาคม   มีดหมอ   มีดตัดลูกนิมิต   และมีดใช้สอย   ท่านจะหาชมการตีมีดได้ทั่วไปในหมู่บ้านบ่อเหล็กน้ำพี้    จังหวัดอุตรดิตถ์

1.       1   ประโยค            2.         2   ประโยค        3.       3   ประโยค      4.         4   ประโยค

7. ข้อใดเป็นประโยคคำถาม      (O-Net  49)

1.     อะไรฉันก็กินได้ทั้งนั้น                         2.     เธอนั่นเอง   ฉันนึกว่าใครเสียอีก

3.     ทำไมเธอไม่อ่านคำสั่งให้ดีเสียก่อน4.     เมื่อไรเขาจะมาก็ไมรู้

8. ประโยคในข้อใดต้องการคำตอบ        (A-Net  49)

1.   ไหนจะเก่งเหมือนเธอล่ะ                       2.   อะไร   เธอจะให้ฉันอยู่คนเดียวจริง ๆ  หรือ

3.  ใครอยากไปก็ไปได้                                4.   ทำไมฉันจะต้องบอกเธอด้วย

9. ข้อใดเป็นประโยคกรรม

1.            ประโยชน์ที่เกิดจากโครงการนี้มีผลดีต่อสังคมในระยะยาว

2.            เพราะแม่สูบบุหรี่จัดลูกที่คลอดออกมาจึงมีขนาดเล็กกว่าปกติ

3.            คนที่เป็นเบาหวานมีโอกาสติดเชื้อทางกรวยไตมากกว่าคนทั่วไป

4.          อาคารผู้ป่วยนอกหลังนี้สร้างเสร็จภายในห้าเดือนด้วยเงินบริจาคของประชาชน

10. ข้อใดไม่ใช่ประโยคเดี่ยว        (A-Net  49)

1.   ขับรถไม่เกิน  90  กิโลเมตรต่อชั่วโมง                  2.   ไม่ควรเร่งเครื่องก่อนออกรถ

3.  ใช้เกียร์ให้สัมพันธ์กับรอบความเร็ว                      4.   ตรวจเช็คเครื่องยนต์ปีละ 2  ครั้ง

11.  ข้อใดเป็นประโยคความเดียว

1. สมบัติขึ้นรถไฟไปเที่ยวทางใต้ทุกปี                     2. คุณยายตื่นขึ้นมาทำอะไรกุกกักตอนดึกบ่อยๆ

3. เรื่องสั้นของ “วินทร์” มักจะจบแบบหักมุม     4. ตอนเด็กๆ เขาว่ายน้ำไปเกาะเรือโยงเสมอ

12.  ข้อใดเป็นประโยคความรวม (O-NET 50)

1.  กระแสน้ำไหลแรงจนเซาะตลิ่งพังไปแถบหนึ่ง

2.  มีหลักฐานว่ามนุษย์ยุคหินใช้ขวานทองแดงในการล่าสัตว์

3.  ฟ้าทะลายโจรเป็นพืชสมุนไพรที่นิยมใช้รักษาอาการเจ็บคอ

4.  การส่งเสริมการอ่านเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างหนึ่ง

13. . ข้อใดเป็นประโยคความรวม  (ข้อสอบ O NET 2551)

1. ฉันก็อยากทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง              2. อะไรที่ดี ๆ ก็น่าจะทำเสียก่อน

3. ร้านนี้อาหารอะไรก็อร่อยทั้งนั้น                     4. อะไรมาก่อนเราก็กินไปพลาง ๆ

14. ข้อใดไม่ใช่ประโยครวม      (O-Net  49)

1.     พอฝนจะตกเราก็รีบกลับบ้านทันที

2.     คนไทยรักสงบแต่ยามรบก็ไม่ขลาด

3.     ใคร ๆ  ก็รู้ว่าแถวสีลมอากาศเป็นพิษ                                  

4.      ประชาชนไม่ใช้สะพานลอยตำรวจจึงต้องตักเตือน

15. ลักษณะความสัมพันธ์ของเนื้อความในประโยคใดต่างจากข้ออื่น        (A-Net  49)

1.  มาโนชไปว่ายน้ำทุกเช้า    สุขภาพของเขาจึงดีกว่าทุกคนในครอบครัว

2.  พอเสร็จจากกล่าวเปิดงานเลี้ยงวันนี้    ท่านก็ขับรถออกไปทันที

3.  บ้านของวิไลดูไม่เก่าเลย    ก็เธอเพิ่งให้ช่างมาทาสีใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว

4.  สมบัติต้องทำงานหารายได้พิเศษ    เลยสอบได้คะแนนน้อยกว่าคราวที่แล้ว

16. ข้อใดเป็นประโยคความซ้อน

1. สมชายวางมือจากกิจการทุกอย่างที่บริษัท  2. แม่ใส่นาฬิกาเรือนใหม่ที่พ่อให้

3. คุณยายถือศีลแปดที่วัดทุกวันพระ                        4. วันนี้พ่อประชุมที่ทำงานตลอดวัน

17. ข้อใดไม่ใช่ประโยคความซ้อน

1.สิ่งที่เขาตั้งใจกระทำให้พ่อแม่คือการตั้งใจเรียนและการเป็นคนดี

2.สะพานแห่งใหม่ที่เพิ่งจะเปิดใช้ช่วยให้การจราจรคล่องตัวขึ้น

3.ตึกแถวริมถนนใหญ่ที่หน้าบ้านฉันถูกทุบทิ้งไปแล้ว

4.เขาขายรถยนต์คันที่ถูกรางวัลกาชาดไปเมื่อวานนี้

18. ข้อใดเป็นประโยคต่างชนิดกับข้ออื่น        (A-Net  49)

1.  ทุกวันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตคือสติ

2.  การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมจะต้องทำด้วยสติ

3.  การถือศีลเป็นเรื่องไม่ยากแต่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติไม่ได้

4.  ระบบการศึกษาในปัจจุบันไม่สอนให้มีคุณธรรมจริยธรรมซึ่งจำเป็นมาก

19.  ข้อใดเป็นประโยคต่างชนิดกับข้ออื่น (O-NET 50)

1.  ลูกที่ดีเป็นที่พึ่งของพ่อแม่ในวัยชรา

2.  ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไรพ่อแม่ก็ยังคงรักลูกเสมอ

3.  หากลูกทุกคนดูแลเอาใจใส่พ่อแม่ท่านก็จะมีความสุข

4.  การดูแลเอาใจใส่พ่อแม่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของลูก

20. ข้อความต่อไปนี้ส่วนใดเป็นประโยคต่างชนิดกับข้ออื่น  (ข้อสอบ O NET 2551)

(1) การบริโภคอาหารทะเลมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อร่างกายคนเรา (2) ในเนื้อปลามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด (3) คนที่ชอบรับประทานกุ้งส่วนมากไม่รับประทานหางและเปลือก (4) ทั้งหางและเปลือกกุ้งเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและไคโตซาน

1. ส่วนที่ 1               2. ส่วนที่ 2                 3. ส่วนที่ 3                  4. ส่วนที่ 4

อ้างอิง

นววรรณ  พันธุเมธา. ม.ป.ป. ไวยากรณ์ไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

ไพบูลย์  ดวงจันทร์. 2542. การใช้ภาษา. ภาควิชาภาษาไทย และภาษาตะวันออก. กรุงเทพฯ

: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

วิจินตน์  ภาณุพงศ์. 2520. โครงสร้างภาษาไทย : ระบบไวยากรณ์. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง

อุปกิตศิลปสาร, พระยา. 2511. หลักภาษาไทย. พระนคร : ไทยวัฒนาพานิช.

 

บทที่ 6

ข้อบกพร่องในการใช้ภาษา

  1. การใช้ภาษาผิด เข่นการใช้คำผิดความหมาย ผิดหน้าที่ ผิดบริบท
  2. การใช้ภาษาไม่เหมาะสม การใช้ภาษาผิดระดับ
  3. การใช้ภาษาไม่กระจ่าง
  4. การใช้ภาษาไม่สละสลวย
  5. การใช้สำนวนแบบภาษาต่างประเทศ
  6. การใช้ประโยคไม่จบความ

1.  การใช้ภาษาผิด

1.1  การใช้คำผิดความหมาย  เช่น

พ่อแม่เสี้ยมสอนให้เขาเอื้ออารีแก่ผู้อื่น                        ตำรวจรัวกระสุนปืนใส่ผู้ร้ายหนึ่งนัด

นทีทั้งฉลาดและขยันทำงานที่ได้เลื่อนตำแหน่งครั้งนี้สาสมแล้ว

เขาสร้างสรรค์ความผิดวันละเล็กวันละน้อย                รู้ว่าเขาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ควรไปดูดายเขาบ้าง

เขาหมกมุ่นกับการเรียนจนล้มป่วย

1.2    ใช้กลุ่มคำและสำนวนผิดความหมาย  เช่น

ลืมหน้าอ้าปาก          ต้องใช้          ลืมตาอ้าปาก

ทันฟืนทันควัน           ต้องใช้          ทันทีทันควัน

ปัญญาเท่าฝาหอย     ต้องใช้          ปัญญาแค่หางอึ่ง

1.3  การเรียงคำหรือกลุ่มคำผิดลำดับ มักเกิดจากการวางกลุ่มคำขยายไว้ห่างจากคำที่ต้องการขยายมากเกินไป

เช่น       ในเรื่องนิกกับพิม มีการกล่าวถึงมนุษย์ในทัศนะของสุนัขต่าง ๆ กัน

(…มีการ กล่าวถึงมนุษย์ในทัศนะต่าง ๆ กันของสุนัข)

เขาแลเห็นเด็กน้อยไร้เดียงสาข้างหญิงสาวกำลังกระโดดเต้น

(เขาแลเห็นเด็กน้อยไร้เดียงสากำลังกระโดดโลดเต้นข้างหญิงสาว)

 

2.  การใช้ภาษาไม่เหมาะสม

2.1  ใช้ภาษาพูดในการเขียนทางวิชาการ  เช่น

ยังไง (อย่างไร)
นิดหน่อย (เล็กน้อย)
– เผาศพ (ฌาปนกิจศพ)
– เอาการเอางาน (มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน)
– เยอะแยะ (มาก)

2.2  ใช้ภาษาต่างประเทศโดยไม่จำเป็นในภาษาเขียน  เช่น

แอร์ (เครื่องปรับอากาศ)
แอนตี้ (ต่อต้าน)
– เซ็นเซอร์ (ตรวจพิจารณา)
– รถเมล์ (รถโดยสารประจำทาง)

2.3  ใช้ภาษาต่างระดับในบริบทเดียวกัน  เช่น

มารดาของข้าพเจ้าเสียชีวิตตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเล็ก ๆ คุณพ่อจึงมีภรรยาใหม่
กระผมขอเรียนว่า กระผมไม่ได้เกงานเมียกระผมออกลูกเมื่อวานนี้กระผมเลยต้องหยุดงาน

2.4  ใช้ภาษาไม่เหมาะสมกับโวหาร  เช่น

– เด็กน้อยค่อย ๆ เดินไปโรงเรียนอย่างเร่งรีบ
– เขาเดินเตร่มาหาฉันทันทีที่รถไปจอดสนิท
– เธอสวมเสื้อบางจนดูตัวเปล่าเล่าเปลือย
– เรือค่อย ๆ แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

3.  การใช้ภาษาไม่กระจ่าง

3.1  ใช้คำไม่ชัดเจน  เช่น

– เขาถูกไล่ออกเพราะไม่ซื่อสัตย์ (ต้องบอกว่าไม่ซื่อสัตย์อย่างไร)
– เรื่องนี้ผู้แต่งมีจินตนาการที่ดี (คำว่าดีความหมายก้วางเกินไป)
– มีอะไร ๆ อีกหลายประการที่เธอยังเขียนคลาดเคลื่อน จากความเป็นจริง (ควรให้ข้อเท็จจริง)

3.2  ใช้ภาษากำกวม คือตีความได้หลายอย่าง  เช่น

ไหล่เขาลาดดีจริง – พ่อตาไม่สบาย
ที่นี่รับแก้กางเกง – คนที่จับเชือกควรจะเป็นคนสาว
– รถบรรทุกของไปตั้งแต่เช้า – ที่นี่รับอัดพระ
– พ่อเลี้ยงเธอดี – ถึงไม่มีที่นอนก็ไม่ร้อนใจเลย

4.  การใช้ภาษาไม่สละสลวย

4.1  ใช้ภาษาฟุ่มเฟือย  เช่น

– ในอนาคตข้างหน้า – นำศพของผู้ตายไปไว้ที่วัด
– ในอดีตที่ผ่านมา – เขาถูกจับในข้อหาลักทรัพย์ของผู้อื่น
– ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในอดีต – การจราจรติดขัด ถนนแออัดด้วยรถ
– มีสัมพันธไมตรีอันดี – ผลสืบเนื่องที่ตามมา
– บ้านเรือนของผู้คนมีอยู่เป็นระยะ ๆ – ทำการ, รับฟัง

4.2  ลำดับคำไม่เหมาะสม  เช่น

– ลีลาของชีวิตเธอเปลี่ยนแปลง
– เขาเป็นคนดีถ้าเขาไม่ดื่มเหล้า

5.  ใช้สำนวนต่างประเทศ  เช่น

– ใช้ชีวิต – จะนำมาซึ่ง….
– พบตัวเอง – ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
– มาในเพลง – หกโรคร้าย (ขาดลักษณนาม)
– มาในชุด – สำหรับ, มัน (ไว้ต้นประโยค)
– ภายใต้การนำ – ต้องอบอุ่นร่างกาย
– ภายใต้การควบคุม – พร้อมด้วย  ,  ปราศจาก

6.  การใช้ประโยคไม่จบความ

ลักษณะการใช้ประโยคไม่จบความ มักจะหลอกโดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของประโยคที่ทำหน้าที่ขยาย

(ประโยคความซ้อน) แต่ขาดใจความหลักของประโยค  เช่น

– เด็กที่เดินอยู่บนถนน – บ้านซึ่งใกล้จะพังแล้วนั้น
– เขามักจะพูดเสมอ ๆ ว่า    ฯลฯ

อ้างอิง

ปรียา  หิรัญประดิษฐ์.  2532.  การใช้ภาษาไทยในวงราชการ.  กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้ง เฮ้าส์.

ไพบูลย์  ดวงจันทร์.  2542.  การใช้ภาษา.  กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

วิจินต์  ภาณุพงศ์.  2520.  โครงสร้างภาษาไทย: ระบบไวยกรณ์.  กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

วิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ.  2541.  วรรณลักษณ์วิจารณ์ เล่มที่ 1.  กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.

เอกฉัท  จารุเมธีชน.  2541.  ภาษาไทยธุรกิจ.  กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.

ตัวอย่างข้อสอบบทที่ 6 เรื่องข้อบกพร่องในการใช้ภาษา

  1. ประโยคใดไม่กำกวม

1.  ใครตามหมอมา                          2.  เขาเหยียบแก้วแตก

3.  ถ้าเขาตกลงไปคุณจะเสียใจ          4.  เขาไปเชียงใหม่กับเพื่อนอีกสองคน

  1. ข้อใดมีความหมายกำกวม

1.ผู้ได้รับรางวัลเป็นกวีที่มีชื่อเสียงชาวญี่ปุ่น

2.ตำรวจจับผู้ค้ายาเสพติดจำนวนมากที่กลางกรุง

3.แม่ค้าหยิบเหรียญบาทออกมาทอน 4 เหรียญ

4.แผ่นดินไหวทำให้บ้านเรือนพังพินาศและผู้คนล้มตายมาก

  1. ข้อใดใช้คำฟุ่มเฟือย (2/2544)

1.  ความเครียดนับวันจะเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาสังคมถึงขั้นวิกฤต

2.  ปัญหาสุขภาพจิตเป็นผลจากความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ

       3.  ผู้คนในหลายประเทศกำลังให้ความสนใจในการใช้สมุนไพรลดความเครียด

4.  สมุนไพรคลายเครียดมีทั้งที่เป็นอาหาร เครื่องดื่ม  เช่น ชาชงสมุนไพรชนิดต่าง ๆ และน้ำมันหอมระเหย

  1. ข้อใดใช้ภาษาได้กระชับที่สุด (2/2544)

1.  ห้องเรียนควรมีการถ่ายเทของอากาศและการปรับแสงสว่างอย่างเหมาะสม

2.  ห้องปฏิบัติการทางภาษาควรบุวัสดุกันเสียงและติดตั้งเครื่องปรับอากาศ

3.  นิสิตสามารถหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันได้จากห้องสมุด

4.  ห้องสมุดเป็นสถานที่ที่ไม่มีเสียงรบกวนจากสิ่งต่าง ๆ ทำให้การอ่านหนังสือมีสมาธิดียิ่งขึ้น

  1. ประโยคใช้ภาษากะทัดรัดที่สุด (1/2542)

1.  งานเป็นสิ่งที่ทำให้คนมีชีวิตที่สมบูรณ์และเป็นคนที่ใคร ๆ ยอมรับ

2.  โรงแรมขอขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจในการให้บริการของเรา

3.  อาหารที่ซื้อตามข้างถนน ก่อนรับประทานก็ควรทำให้อุ่นอีกครั้ง

4.  ขอเชิญผู้สนใจชมประติมากรรมกลางแจ้งนี้ด้วยตาตนเองที่ถนนสีลม

  1.  ข้อใดใช้ภาษาได้กระชับ (O-NET 50)

1.  ผู้ร้ายถูกฆ่าตายที่หน้าตลาดเมื่อคืนวานนี้

2.  ขอเชิญทุกท่านได้โปรดกรุณาช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย      

     3.  ในการพัฒนาชาติรัฐบาลควรส่งเสริมการศึกษาเป็นประการแรก

4.  อนุชนคนรุ่นหลังควรรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

  1. ข้อใดเป็นประโยคที่มีใจความกะทัดรัด (2/2544)
1.  ทางเดินขึ้นภูเขาขรุขระไม่เรียบทำให้เดินลำบาก 2.  เขาเดินไปจนสุดถนนก็พบบ้านคนหลังหนึ่ง
3.  สาวน้อยเดินพลางวิ่งพลางไปตลอดทาง 4.  เด็กน้อยร้องตะโกนเสียงดังลั่น
  1. ข้อใดใช้ถ้อยคำฟุ่มเฟือยที่สุด (1/2544)

1.  ข้าวหอมมะลิของไทยเป็นข้าวหอมชนิดเดียวที่มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ คนจึงนิยมบริโภคกันทั่วโลก

2.  เพื่อนบ้านที่ดีต้องไม่กระทำสิ่งที่จะนำความทุกข์ความรำคาญมาให้เพื่อนบ้านนี่เป็นความจริง

3.  เมื่อจะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ขอให้นึกว่าตนเป็นที่รักของตน จึงไม่ควรทำลายตน

4. การก่อสร้างในซอยนี้ นายช่างผู้ควบคุมการก่อสร้างควรจะมาดูแลการก่อสร้างบ้างเพื่อความเรียบร้อยของงาน

  1. ข้อใดสื่อความหมายได้ชัดเจนที่สุด (1/2544)

1.  อาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม การไฟฟ้าจะดับไฟตั้งแต่ 9.00 น

2.  วันที่ 23 ตุลาคมนี้พวกเรานัดพบกันที่หน้าตึกสี่ เวลา 6 โมงตรง

3.  วันนี้ผมจะไปกินข้าวด้วย ขอหมี่กรอบสักจาน ต้มยำกุ้งสักถ้วยนะ

4.  พายุเมขลาจะเคลื่อนเข้าสู่จังหวัดชุมพรประมาณบ่าย 3 โมง วันที่ 28 เดือนนี้

  1. ข้อใดสื่อความไม่ชัดเจน (2/2543)
1.พรุ่งนี้หัวหน้าจะเรียกประชุมตอนบ่าย ๆ 2.  คุณย่าชอบดูละครโทรทัศน์หลังข่าวภาคค่ำ
3. สมสิริมาหาครูตอนเช้าก่อนเข้าห้องเรียน 4.  เมื่อวานนี้แม่แวะมาหาตอนกินข้าวเย็น
  1. ข้อความใดมีความหมายเหมือนกัน (1/2542)

ก.  แนวทางการสร้างงานวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ

ข.  แนวทางการสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา

ค.  แนวทางที่มีคุณภาพในการสร้างงานวิจัยของสถาบันอุดมศึกษา

ง.  แนวทางของสถาบันอุดมศึกษาในการสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ

1.  ก และ ค 2.  ข และ ค 3.  ก และ ง 4.  ข และ ง
  1. ข้อใดวางส่วนขยายผิดที่  (2/2544)

1.  การตั้งครรภ์โดยไม่ทราบว่าเป็นเบาหวานมาก่อนมีปัจจัยความเสี่ยงอยู่หลายอย่าง

2.  สตรีมีครรภ์และเป็นเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะแท้งหรือมีลูกพิกลพิการมาก

3.  การควบคุมน้ำตาลอย่างจริงจังช่วยทำให้คนไข้เบาหวานตั้งครรภ์ได้เป็นปกติมากขึ้น

4. ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆโดยเฉพาะกรรมพันธุ์และความอ้วนต้องใช้สูติแพทย์ตรวจเบาหวานอย่างละเอียด

  1. ข้อใดวางส่วนขยายผิดที่ (1/2544)

1.  กรมประชาสงเคราะห์ได้พยายามช่วยเหลือเด็กยากจนเร่ร่อนให้มีผู้ปกครองคอยดูแลที่เหมาะสม

2.  ทุกคนตั้งแต่ระดับผู้บริหารจนถึงพนักงานทำงานด้วยความมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จและชื่อเสียงขององค์การ

3.  ในการรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจอย่างยิ่งที่จะฟื้นฟูประเพณีเก่า ๆ ขึ้นมา

4.  สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปรับปรุงบริการรับแจ้งเหตุต่าง ๆ ทางโทรศัพท์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

  1. ข้อใดเรียงลำดับคำในประโยคได้เหมาะสมที่สุด (1/2542)

1.  ปรากฏว่าเด็กมีแผลฟกช้ำดำเขียวที่ต้นขาจากการตรวจของแพทย์

2.  ประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมไม่น้อย ให้อิทธิพลแก่การศึกษาประวัติศาสตร์ไทย

3.  ในทางกลับกันวิชาการเกษตรก็มีส่วนช่วยเสริมวิธีการจัดการต่าง ๆ

4.  เหมือนตุ๊กตาที่ผู้ถือปล่อยมือ เขาสิ้นสติสัมปชัญญะและหล่นลงไปกองอยู่บนพื้น

  1. ประโยคใดวางส่วนขยายถูกต้อง (2/2541)

1.  ห้ามเด็ดขาดนั่งหลังคารถไฟ

2.  การอ่านเป็นปุ๋ยอย่างดีที่บำรุงสมองเด็ก

3.  ครูเป็นทรัพยากรบุคคลในการส่งเสริมการศึกษาที่สำคัญ

4.  เขาเริ่มพัฒนาอย่างเร่งรีบเรื่องสาธารณูปโภคในหมู่บ้าน

  1. ข้อใดใช้ภาษาได้ถูกต้อง (1/2546)

1.  แม่ค้าขายส้มตำไก่ย่างเป็นอาชีพที่มีรายได้ดี และไม่ตกงาน

2.  อาหารประเภทยำมีรสชาติเผ็ดร้อนกลมกล่อมถูกปากคนไทย

3.  แม้ฐานะของเราจะไม่ค่อยดี  พ่อแม่ก็ส่งเสียให้ลูกทุกคนได้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย

4.  แม้ว่าชื่อเสียงของพ่อจะไม่เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้อื่น  แต่ฉันก็ภูมิใจในตัวท่าน

  1. ข้อใดไม่ใช่สำนวนภาษาต่างประเทศ (2/2542)

1.  โรคตับอักเสบในผู้ใหญ่มีอาการรุนแรงและเป็นนานกว่าเด็กเล็ก

2.  เราควรเลือกซื้อผักที่มีรูพรุนจากการถูกแมลงกัดกินบ้างจะดีกว่า

3.  วิธีทำไม่ยาก เมื่อผักสุกตักออกแช่น้ำเย็น เพื่อหยุดการสุกของผัก

4.  โรงเรียนควรกระตุ้นผู้ปกครองให้ช่วยกันเอาใจใส่เรื่องการเรียนของลูกหลาน

  1. ข้อใดไม่ใช่สำนวนภาษาต่างประเทศ (1/2542)

1.  ชาวต่างชาติมักจะกล่าวว่าวิชาภาษาไทยยากแก่การเรียน

2.  รัฐบาลพยายามประชาสัมพันธ์ให้คนไทยช่วยกันประหยัดอย่างจริงจัง

3.  คณะกรรมการชมรมนักเรียนเก่าชุดนี้ถูกจับตามองจากสมาชิกตลอดเวลา

4.  การนำชาวบ้านมาชุมนุมประท้วงครั้งนี้ทำให้ประเทศได้รับความเสียหายมาก

  1. ข้อใดไม่ใช่สำนวนต่างประเทศ (2/2543)

1.  ประชากรโลกกำลังเผชิญโศกนาฎกรรมเงียบจากโรคร้าย ทั้งเอดส์ มาลาเรียและวัณโรค

2.  ต่อข้อซักถามของผู้สื่อข่าว ตัวแทนสภากาชาดสากลแถลงว่าสถานการณ์โรคร้ายในปัจจุบันกำลังน่าวิตก

3.    สภากาชาดสากลพร้อมด้วยผู้นำจากประเทศในเอเซียแถลงว่าประเทศในทวีปแอฟริกาเป็นพื้นที่ที่มีโรคเอดส์ระบาดมากที่สุด

4.  รัฐบาลแต่ละประเทศควรสนใจปัญหาโรคเอดส์ เพราะปัจจุบันโรคเอดส์เป็นมหันตภัยที่ทำลายเศรษฐกิจและสังคม

 

  1. ข้อใดไม่ใช้สำนวนต่างประเทศ (1/2544)

1.  เป็นเวลา 3 วัน ที่หน่วยกู้ภัยค้นหาผู้ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก

2.  ปัจจุบันประเทศไทยส่งผักและผลไม้ไปจำหน่ายที่อังกฤษและญี่ปุ่นเดือนละกว่า 120 ตัน

3.  กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี่พร้อมด้วยนักบินอวกาศ 7 คน เดินทางกลับถึงพื้นโลกโดยสวัสดิภาพ

4.  สถานการณ์หวาดผวาโรควัวบ้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคสมองฝ่อในมนุษย์ยังคุกคามประเทศเพื่อนบ้านอยู่ขณะนี้

  1. ข้อใดใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ (2/2544)

1.  ข้อมูลที่ปราศจากการตีความอาจเป็นข้อมูลขยะก็ได้

2.  ประเทศไทยขาดแคลนทรัพยากรบุคคลด้านสิ่งแวดล้อม

3.  ค่านิยมของสังคมไทยอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

4.  คุณภาพของคนในประเทศเป็นดัชนีวัดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ

  1. ประโยคใดไม่ใช้สำนวนต่างประเทศ (1/2543)

1.  ถ้าเราช่วยกันแยกขยะ ก็จะง่ายต่อการนำไปผ่านกระบวนการผลิตใหม่

2.  ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษประการสำคัญคือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของขยะที่ย่อยสลาย

     3.  การที่พลาสติกและโฟมถูกนำมาผลิตใหม่จะทำให้ขยะที่ย่อยสลายยากมีปริมาณเพิ่มขึ้น

4.  ถ้าเรารู้จักนำถุงพลาสติกและกล่องโฟมกลับมาใช้ใหม่จะทำให้ปัญหาเรื่องขยะน้อยลง

  1. ข้อใดไม่ใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ (O-NET 50)

1.  ในความคิดของผมหนังสือเล่มนี้ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน

2.  ไม่เป็นการยากที่เราจะสืบค้นประวัติชีวิตของท่านผู้รู้

     3.  ปัจจุบันนี้ชาวกรุงเทพฯประสบปัญหาการจราจรติดขัด

4.  คนไทยกำลังให้ความสนใจข่าวเศรษฐกิจ

22.ข้อใดมีข้อบกพร่องต่างกับข้ออื่น(A-NET 50)

1.อิสรภาพก็ตกเป็นของเขาในที่สุด                   2.เรื่องนี้ดูยังไงก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ

3.มีผู้คนมารวมกันเยอะแยะเลย                            4.อย่าลืมนะวันพรุ่งนี้เชิญไปงานด้วยกัน

23.ประโยคข้อใดไม่มีข้อบกพร่อง(A-NET 50)

1.บุคคลควรมีมารยาทในการสื่อสาร                 2.  เมื่อสองสหายมาพบกัน ความดีใจก็เกิดขึ้น

3.ข้อสอบชุดนี้ไม่ยากที่จะทำความเข้าใจเลย           4.  รัฐบาลบรรลุข้อตกลงในการเจรจากับเพื่อนบ้าน

ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s